Qupidtetchan's profileQupid_?(^o^)?PhotosBlogListsMore Tools Help

<--Watta-->

Occupation
Location
Interests
เจอขมซะบ้าง จะได้รับรู้รสชาติความหวานได้อย่างเต็มที่

Qupid_?(^o^)?

***-- โซ่ตรวนที่แข่งแกร่งที่สุด นั่นคือโซ่ตรวนแห่งสตรี และทรัพย์สมบัติอันมอมเมา --***
October 13

ร้อยล้านลี้ขี้ตาเดียว:(-My Utopia-)

"เจ้ามาแต่มือเปล่า เจ้าหวังเอาสิ่งใดเล่า ถึงคราวเจ้าไป ก็ไปแต่ตัวเปล่า เหมือนคราวตัวเจ้ามา นั่นแล"
มึงจะเอากันไปถึงไหนคับ ไอสัด พี่น้อง!
 
ห่างหายไปจากเสปซราวครึ่งปี รกร้าง แต่ไม่ว่างเปล่า รกไปด้วยไออุ่นของความคิด ไม่ว่างเปล่าด้วยสายไยที่เชื่อมต่อกันระหว่างอดีตถึงปัจจุบัน ชั้นตัดสินออกเดินไปในบางที่เป็นเวลาครึ่งปี ชั้นตามหาบางสิ่งเป็นเวลาแสนนาน ที่นี่ไม่ใช่ที่ของชั้น ที่นั่นไม่ใช่ที่ของชั้น ที่โน่นไม่ใช่ที่ของชั้น ที่ไหนก็ไม่ใช่ที่ของชั้น ชั้นต้องมานั่งพักที่ใดของชั้น ที่นั่นก็คือที่นี่ ที่โน่น และที่ไหนนั่นเอง แล้วชั้นจะเดินตามหาสิ่งใดกันเล่า ในเมื่อมันอยู่แค่ร้อยล้านลี้ขี้ตาเดียว
 
ครึ่งปีมานี้ชั้นเดินผ่านฝนมามากมาย ไม่รู้ว่าฝนแท้หรือฝนเทียม รู้แต่เปียกเหมือนกัน แต่อบอุ่นต่างกัน ชั้นเชื่อว่าฝนจะพาชั้นไปถึงบางสิ่งที่ชั้นขอเรียกมันว่า "Utopia" หรือ "อุดมคติ" จะเรียกให้สั้นอีกหน่อยเพื่อง่ายต่อการพิมพ์ คือ "ไอดม" ชั้นเปียกอยู่แสนนานเพื่อตามไอดม ชั้นล้ม ชั้นลุก ชั้นคลุก ชั้นคลาน บ้างจับแล้วรู้สึกถึงมวลสาร บ้างจับแล้วรู้สึกแต่ความว่างเปล่า บ้างมันมืดจนไม่เห็นทาง บ้างมันสว่างซะจนตาชั้นพร่าไม่สามารถเห็นทางได้ชัดเจนนัก
 
ในมือคีบบุหรี่ ชั้นเดินไป ณ ที่แห่งใดกันนะ? ไอดมที่หลายๆคนบอกว่ามันไม่มีในโลกนี้หรอก อะไรกันเล่าที่จะสมบูรณ์แบบได้เช่นนั้น ชั้นจะไปหาเจอกันได้เช่นใด? จะแค่นึกสงสัยทำไมเค้าต้องขำ ที่ชั้นแค่อยากจะไปในที่ๆเส้นขอบผ้ากับเส้นขอบน้ำมาบรรจบกัน ชั้นแค่อยากจะไปในช่วงต่อของกลางวันและกลางคืน ชั้นแค่อยากจะไปในที่ดวงดาวได้ทักทายกับดวงตะวัน ชั้นแค่อยากจะไปในที่ๆชั้นได้เห็นทั้งขั้นโลกเหนือและชั้วโลกใต้ในสายเดียว และผิดตรงไหนที่ชั้นแค่อยากจะไปตรงกลางระหว่างใจของคนสองคน ทำไมกัน เค้าไม่ยอมหยุดหัวเราะ?
 
ชั้นท้อแท้ ชั้นก้มหน้าเศร้าเสียใจ ชั้นหัวเราะเยาะกับสิ่งที่ชั้นทำ ชั้นหัวเราะดังขึ้น ชั้นหัวเราะดังขึ้นอีก เค้าว่านี่คืออาการของคนบ้า หรอ? แล้วทำไมชั้นถึงตลกได้ขนาดนี้ แค่หายใจเข้าไปหนึ่งเฮือกใหญ่ๆ และผ่อนออกมาได้ 3ใน4 Utopia ที่ว่ามัน No where ไอบ้าเอ้ยชั้นอ่านผิด มัน Now here นี่หว่า ชั้นฉีกยิ้มที่ริมฝีปาก ชั้นพบแล้วเส้นขอบฟ้าและเส้นขอบน้ำมาบรรจบกัน ชั้นพบแล้วช่วงต่อของกลางวันและกลางคืน ดวงดาวได้ทักทายกับดวงตะวัน ขั้วโลกเหนือและขัวโลกใต้อยู่ใกล้ชั้นแค่ขี้ตาเดียว ตรงกลางระหว่างใจสองใจสายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อคนสองคนไว้...
 
ในมือคีบบุหรี่ ไม่มีควันแม้แต่นิดเดียว คนกวาดถนนเดินผ่าน "ลุงผมขอไฟแช็คหน่อยได้มั้ยคับ ขอบคุณคับ"
ผมเดินต่อไป ปากดูดบุหรี่ที่ไม่มีควัน
 
ปล. Now here บางทีก็ No where นะ ร้อยล้านลี้อยู่ที่ขี้ตาเดียวนี่แหละ ใจน่ะใจ
 
April 21

สรรพสาสน์บนท้องถนน 2 : (-Story of The Road 2-)

"ก่อนพูดสิ่งใดตนเป็นนายคำพูด แต่เมื่อพูดสิ่งใดออกไปแล้วคำพูดจะกลับกลายเป็นนายตน"
พูดสิ่งใดไปก็คิดและระวังกันดีๆเน้อ........กระจ่างกันให้เคลียร์นะคับ เด๋วมันจะเป็นนายคุณซะเอง ผมเองก็ยังพยายามกระจ่างมันเรื่อยๆอยู่เลยล่ะ
 
สวัสดี......วันนี้ผมอยากจะกลับมาอัพเรื่องสรรพสาสน์บนท้องถนนอีกครั้งนึง เพราะวันนี้สรรพสาสน์ตัวนี้ได้กลับมากระตุ้นต่อมความคิดของกระผมอีกแล้ว จิงๆก็เคยคิดไว้หลายต่อหลายครั้งแล้วล่ะครับ เพียงแต่วันนี้มันเริ่มอดรนทนไม่ไหวที่จะกลับมาแล้วระเรงมันลงเสปซนี้หน่อยเท่านั้นเอง
 
สำหรับสรรพสาสน์ครั้งนี้ กระผมใช้เวลาชั่งใจอยู่นานว่ากระผมจะอัพมันดีมั้ย เพราะอะไรหรอครับ นั่นก็เพราะว่าผมกำลังกลัวว่า เมื่อผมอัพเสปซนี้ไปแล้ว จะโดนปิดเสปซโดยกระทรวงICTเฉกเช่นที่ youtube นั้นถูกกระทำย่ำยีไปเรียบร้อย แต่กระผมก็คิดว่า เอาเหอะวะ.....ช่างแม่ง ในเมื่อกระผมเองก็อยู่ในประเทศที่อวดอ้างว่าตนเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากผมจะขออวดอ้างใช้สิทธิในความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเพื่อจะแสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง (ขอย้ำว่านี่เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเท่านั้นนะครับ) จะเป็นไรไป แล้วมันจะเป็นไรไปอีกเล่าในเมื่อรัฐประเทศนี้เองก็มีการกระทำหลายๆการกระทำที่มิอาจหาเหตุผลมาบ่งบอกและอธิบายได้อย่างเพียงพอว่า "นี่คือรัฐประเทศที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" และหากกระผมเพียงอยากจะทำอะไรที่บางคนอาจจะดูแล้วหาเหตุผลมาอธิบายถึงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้ไม่ได้บ้าง เอาเหอะมาชมกันต่อดีกว่าว่าถ้ากระทรวง ICT เค้าได้อ่านเสปซนี้ กระผมควรจะถูกบล๊อกไหม...
 
สรรพสาสน์บนท้องถนนในครั้งนี้กระผมเพิ่งเจอสดๆร้อนๆเมื่อตอนเย็นนี้เอง และเชื่อว่าคงมีบางคนที่คิดเยี่ยงกระผมบ้าง ท้องถนน ณ บริเวณท้องสนามหลวง ในเวลาเย็นของวันนี้ ขณะที่ผมกับเพื่อนอั้มกำลังขับรถเดินทางกลับบ้านกันนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันของคนหลายๆคนก็ได้อุบัติขึ้น รถแล่นเอื่อยไปตามท้องถนนบริเวณสนามหลวงซึ่งมีคนขับคือเพื่อนอั้มของกระผม จู่ๆพลันท้องถนนก็ถูกปิดลง รถที่แล่นทั้งเอื่อยและไม่เอื่อยต่างก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อมีตำรวจนายหนึ่ง เดินกร่างเข้ามากลางถนนและโบกไม้โบกมือขอให้รถหยุดแล่น ท่ามกลางความฉงนของผู้คนที่ขับรถผ่านไปมา ยกเว้นกระผมและเพื่อนอั้มที่มีสายบอกมาแล้วว่าเหตุการณ์นี้คงจะอุบัติขึ้น...
 
รถทุกคันบนเส้นทางท้องถนนที่กระผมแล่นผ่านหยุดชะงักลง กระผมมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นว่า แม้แต่ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างทางต่างก็ต้องหยุดเดินและ ด้วยความเผอิญที่เสือกเป็นคนสายตาดีของกระผมก็ได้เห็นปากของชายหนุ่มผู้หนึ่งสบถด้วยถ้อยคำค่อนข้างหยาบคายและสุดเซ็ง นั้นรวมไปถึงกระผมเองที่สบถออกมาเช่นกันพอดี เหตุการณ์นี้มิใช่สิ่งผิดปกติใดๆถ้าหากเป็นมุมมองรัฐประเทศแห่งนี้ แต่คงผิดปกติในมุมมองของคนขบถเช่นกระผม เหตุใดกันเล่าที่ทำให้การเดินทางบนท้องถนนต้องหยุดชะงักลง(ในขณะที่สรรพสาสน์บนท้องถนนก็ยังคงดำเนินต่อไปอยู่) รถนำขบวนติดหวอสีแดง เปิดสัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉิน ซึ่งผมเข้าใจว่าสัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินนั้น มิได้เป็นสัญญาณเตือนใดๆ หากเพียงแต่ต้องการกระจ่างถึงอำนาจบารมีของตนมากกว่า "พวกกูมาแล้ว ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไป" ตามมาด้วยรถยี่ห้อหรูหราอีกหลายต่อหลายคัน ที่เปิดสัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินขับตามมาเป็นขบวน เอาเถอะกระจ่างถึงอำนาจบารมีของตนกันเข้าไป...
 
กระผมยังคงไม่ละสายตาจากสรรพสาสน์บนท้องถนนในครั้งนี้ สมองพลันก็คิดไปว่า หากกระผมมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนและต้องการถึงที่หมายโดยเร็วเช่นกัน แล้วต้องมาติดแหงกอยู่เช่นนี้กระผมจะทำเช่นใด เช่นเดียวกันกระผมยังไม่ลืมคิดถึงชายหนุ่มผู้สบถออกมาด้วยเช่นกัน ผมก็เข้าใจว่าคุณรีบ แต่ผมก็รีบเหมือนกัน แล้วทำไมพวกคุณต้องทำเช่นนี้ด้วย ไยไม่ทำตัวให้เหมือนปกติชนทั่วไป รู้ว่าต้องไปที่ไหนไยไม่จัดตารางเวลาให้ดี ออกเดินทางให้เร็วกว่าปกติสักหน่อยเท่านั้นเอง หากเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินจิงก็ยังพอให้อภัย แต่ฉุกเฉินทุกครั้งที่ออกเดินทางเช่นนี้ กระผมก็คงเหนื่อยใจ...
 
หลายๆคนรวมทั้งเพื่อนอั้มของผมก็มักจะกล่าวว่า มันเพื่อความปลอดภัย กระผมก็เพียงแต่มีมุมมองที่ต่างออกไป กระผมก็ว่าเพื่อความปลอดภัยมันก็คงจิงอยู่ แต่กระผมก็แอบคิดไม่ได้ว่า ปลอดภัย จิงหรือ ในเมื่อเดินทางซะโจ่งแจ้งว่ากูจะมาแล้ว เห็นอยู่จะๆคาตา หากผมคิดจะก่อการร้าย สำหรับผมก็คงหวานหมูเลยทีเดียว หลายครั้งที่ผมมกคิดว่าที่ๆอันตรายสุดๆคือที่ๆปลอดภัยสุดๆเช่นกัน ผมมองซ้ายมีรถอยู่ข้างๆเอ๊ะไอรถทางซ้ายนี่มันใครกันผมไม่รู้จัก ผมมองไปทางขวาเอ๊ะนี่ใครกันผมไม่รู้จักอีกเช่นกัน ขับรถต่างก็ขับกันไป ไม่มีเวลามาสนใจมากหรอกครับว่าไอข้างๆนี่มันใครกัน แค่ขับรถประคองตัวให้รอดบนท้องถนนก็เหนื่อยจะแย่ล่ะครับ แต่ก็เอาเหอะ นานาจิตตัง มันก็แค่มุมมองเล็กๆของกระผม แค่อยากกระจ่างเท่านั้นเอง...
 
หลายๆครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องนี้ตลอดเวลาเดินทางแล้วเจอเหตุการณ์เช่นนี้ และผมก็ห้ามตัวเองให้หยุดสบถไว้ไม่ทันทุกทีไป ปลอดภัยมันก็ดีอยู่หรอก หากแต่สร้างภัยให้ผู้อื่นจะดีได้อย่างไรกัน หลายๆครั้งที่โดนลอบปองร้ายก็เพราะมีเส้นทางถนนที่โล่งเป็นของตนเองเช่นนี้มิใช่หรือ ผมมักจะคิดอะไรขำๆในสมองเมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้เสมอ อย่างเช่นว่า คนพวกนี้คงจะไม่มีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมเลยเนอะ เค้าคงไม่เคยรู้ว่ารถติดมันเป็นเช่นไร แล้วความสุขเวลาที่ได้ขับรถแล่นไปได้เรื่อยๆ ไม่ติดขัดน่าหงุดหงิดมันมีความสุขอย่างเปี่ยมล้นมันเป็นเช่นไร บางทีถ้ากระผมเป็นพวกเค้ากระผมคงอิจฉาพวกปกติชนทั่วไปที่เคยประสบกับรถติดน่าดู รู้สึกว่าคนพวกนี้คงได้ลิ้มรสว่าการขับรถได้เรื่อยๆไม่ติดขัดมันมีความสุขที่เปี่ยมล้นเช่นนี้นี่เอง...
 
เอาล่ะกระผมคิดว่าการแสดงความคิดเห็นของกระผมควรจะหยุดที่ตรงนี้ก่อนที่กระทรวงICT จะหมั่นไส้ผมมากไปกว่านี้ดีกว่า... ช่วงนี้ผมเริ่มอัพเสปซสั้นลงๆคิดว่าหลายๆคนคงจะคิดถึงเสปซที่ยาวๆของกระผมบ้างกระมัง เอาเหอะสักวันมันคงจะกลับมา ผมเองยังคิดถึงมันเลยเพียงแต่ตอนนี้ผมยังไม่ค่อยได้เข้าไปเยี่ยมมันเท่านั้นเองแหละ
 
ผมเชื่อว่าสรรพสาสน์บนท้องถนนยังคงมีอะไรอีกมากมาย เพียงแต่ผมยังทำความรู้จักกับสรรพสาสน์ที่ผ่านมาผ่านไปได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ก็เหมือนกานที่ผมเดินสวนไปสวนมากับผู้คนบนโลกใบนี้ กระผมคงไม่สามารถทำความรู้จักกับผู้คนได้ทั้งหมดหรอกครับ......ยังไงก็หวังว่าคุณๆคงจะคิดถึงสรรพสาสน์บนท้องถนนกันบ้างนะครับ ทำความรู้จักกับสาสน์ใดได้แล้วหากไม่รังเกียจ หรือหวงที่จะกระจ่างมันสู่กระผม ก็ขอให้กระจ่างมันสู่ผมบ้างเหอะนะ สำหรับบล๊อกในวันนี้ก็เป็นเพียงความคิดเห็นมุมเล็กๆมุมนึงของกระผมจากสรรพสาสน์บนท้องถนนสาสน์นี้ หากไม่เข้าหู หรือเข้าตาผู้อ่านท่านใด ก็ขอโทดที กระผมมันก็มีความคิดเช่นนี้แล อย่าถือโทดโกดกันเลยครับ
 
ปล. หากใครอยากแสดงความคิดเห็นใดๆเมื่อได้เข้ามาอ่านก็โปรดคอมเม้นต์เถิดครับ กระผมไม่กัดคุณหรอก ของมันเปิดรับและแลกเปลี่ยนกันได้ จิงมั้ย...
April 11

เรื่องสั้น (Short Story)

"แมวไม่ว่าจะเป็นสีใดขอให้จับหนู(อย่างถูกต้อง)ได้ก็เป็นพอ การทำธุรกิจหาเงินก็เช่นกันไมว่าจะทำด้วยวิธีใดขอให้หาเงินได้(อย่างถูกต้อง)ก็เป็นพอ"
พอดีช่วงนี้ผมอยู่ระหว่างฝึกงาน และได้ยินคำพูดนี้จากพี่ที่บริษัทในระหว่างที่ผมฝึกงานอยู่พอดี เป็นคำพูดที่โคดจะปรัชญาเลยและแอบแฝงไปด้วยจริยธรรมอ่อนๆ จับหนูอย่างถูกต้องนั้นหมายถึง จับหนูแล้วไม่เดือดร้อนคนอืน เช่น ไอแมวตัวนั้นไม่ได้ไปจับหนูของคนอื่นที่เค้าเลี้ยงไว้ การทำธุรกิจหาเงินก็เช่นกันต้องทำด้วยวิธีที่ถูกต้องไม่สรางความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ผิดกฎหมาย ไม่คดโกงใคร เป็นพอ
 
สวัสดี วันนี้ ผมอยากจะ อัพ "เรื่องสั้น" หรือที่ผม ชอบเรียกว่า "short story" ไม่รู้ว่าของจิงเค้าเรียกงี้มั้ย ก็มันเข้าใจง่าย แปลตรงตัวดี ใครจะทำไม?? ผมไม่รู้ว่าเรื่องสั้นมันเป็นยังไง เคยอ่านแต่ตัวหนังสือ ที่ผู้แต่งเค้าอ้างว่า เป็นเรื่องสั้นของเค้า อ่านไปบางทีก็ไม่เข้าใจ ว่ามันสั้นตรงไหน แล้วเรื่องสั้นมันต้องสั้นแค่ไหน เรื่องทฤษฎีไม่เคยรู้ รู้แต่ว่า วันนี้ "ผมอยากเขียนเรื่องสั้นของผม" มันจะยาวพอเป็นเรื่องสั้น หรือยาวจนเป็นเรื่องยาวไหม ไม่สนใจ ใครจะทำไม?? เอาล่ะ อ่านต่อเถอะ...
 
...ผมเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ชื่อ "เห็ด" เด็กๆผมสงสัยมากว่าทำไมผมต้องชื่อ "เห็ด" ทั้งๆที่ผมเองไม่เคยมีความรู้สึกว่าตัวเองจะมีความสัมพันธ์กับเห็ดสักเท่าไรเลย เริ่มแรกผมพยายามหาคำตอบให้กับตนเอง ลองนั่งเพ่งมองเห็ดทั้งวัน กินเห็ดมันทุกอย่าง ทำทุกวิถีทาง ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าจะมีความสัมพันธ์อันใดเกิดขึ้นกับเห็ดนั้นเลยแม้แต่น้อย ครั้นเมื่อผมหาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้ ผมจึงต้องหาคำตอบจากบุพการีผู้ตั้งชื่อ "เห็ด" ให้กับผม บุพการีให้คำตอบด้วยความสัมพันธ์ง่ายๆก็เพราะตอนชั้นท้องเทอชั้นชอบกินเห็ดไง เทอก็จึงชื่อ "เห็ด" ผมตาสว่างทันที พร้อมๆกับการขบถอยู่ในใจ "ทำไมไม่ถามกูก่อนวะ ว่ากูชอบกินเห็ดรึเปล่า" แต่ก็เอาเหอะมันก็ก็แค่นามแทนตัว ผมไม่เก็บมาคิดมากหรอก...
 
...เติบโตมาผมก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่เคยมีชื่อเสียงมากๆแห่งหนึ่ง บัตรนักเรียนของผมในขณะนี้ระบุว่าผมมีวุฒิการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 ซึ่งหลายๆครั้งผมพบว่าตัวเองก็ไม่ต่างจากนักเรียนในระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 สักเท่าไร คุณครูประจำชั้นของผมชื่อ "อารีย์" ครูบอกว่าชื่อครูแปลว่า ผู้มีความโอบอ้อม อ่อนน้อม มีเมตตา แต่ในหลายๆครั้งเรามักเห็นครู "อารีย์" เป็นครู "อารมณ์" แทนเมื่อมีใครผู้ใดขัดใจเทอแม้แต่นิดเดียว...
 
...ผมมีเพื่อนอยู่หลายคน ไม่รู้คนไหนสนิทไม่สนิท ผมไม่ค่อยแน่ใจในคำนิยามของคำว่าสนิทสักเท่าไร ผมรู้แต่ว่าทุกคนเป็นเพื่อนผมหมด สนิทไหมไม่รู้ไม่ต้องถามผมเลย ตอนนี้ผมอยากจะเอ่ยถึงเพื่อนผมคนหนึ่ง มันชื่อ "พุท" มันว่ามาจาก "พุทรา" เรียบเคียงมันได้คำตอบว่า ชื่อของมันทำให้วัยเด็กของผมกับมันไม่ได้ต่างกันมากซักเท่าไร ผมกับพุทคุยกันบ่อยมาก เราเจอกันทุกวันเพราะอยู่ห้องเดียวกัน ไปไหนไปกันตลอด บ้านผมประกอบอาชีพค้าขาย ส่วนบ้านพุททำอู่ซ่อมรถ พุทพูดกับผมว่านิสัยของมันเสียพอตัว ก็แค่กินเหล้า ดูดบุหรี่ เล่นยา ตีกับชาวบ้านเป็นกิจวัตร มันมักจะบอกกับผมประจำว่า อู่ที่บ้านมันเป็นอู่ที่มีฝีมือมากที่สุดในหมู่บ้าน ใครมาซ่อมที่อู่มันเป็นต้องชมกันทุกคนไป แต่เสียอย่างเดียวอู่ที่บ้านมันไม่มีความสามารถพอที่จะซ่อมนิสัยเสียๆของมัน มันพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า "พ่อแม่มันเอาแต่หาเงินจนไม่ค่อยมีเวลาได้ซ่อมนิสัยให้มันเท่านั้นเอง"...
 
...เมื่อผมรู้จักพุทมากขึ้น ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าคำว่าสนิทมันเป็นเช่นไร แต่กระนั้นมันก็อาจจะเป็นความหมายสำหรับผมคนเดียวก็เป็นได้ แต่ช่างปะไร เอาเป็นว่าผมรู้สึกสนิทกับพุทก็พอ พุทเริ่มพาผมไปรู้จักกับนิสัยเสียของมันมากขึ้น ในบางครั้งมันก็ให้ผมได้ลองเข้าไปอยู่ในห้วงของความนิสัยเสียเหมือนกับมันดู แต่ทุกครั้งมันจะไม่ลืมเอาผมไปซ่อมหลังจากให้ผมลองเข้าไปอยู่ในห้วงของความนิสัยเสียนั้นแล้ว ผมรักไอพุทมาก แต่ไม่รู้ไอพุทมันรักผมมากแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่ามันก็รักผมเช่นกัน ก่อนหน้าที่ผมจะสนิทกับไอพุท (สังเกตว่าผมเริ่มเรียกมันว่าไอพุทแล้ว เห็นมั้ยผมสนิทกับมันมากขึ้นมาหน่อยละ) ผมมักจะโดนเพื่อนๆคนอื่นรังแกเสมอ เนื่องจากผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการใช้กำลัง เมื่อผมรู้จักกับไอพุทแล้วจึงกลายเป็นว่ามันกลายเป็นคนใช้กำลังแทนผมเพื่อปกป้องผมเสมอ ส่วนไอพุทก่อนหน้าที่จะมาให้ผมสนิทนั้น มันมักจะโดนอาจารย์รุมมันเสมอ เนื่องจากไอพุทเป็นคนที่ไม่ค่อยถนัดการใช้สมองซักเท่าไร เมื่อมันมารู้จักกับผมซึ่งถนัดใช้สมองและปากมากกว่า ผมจึงกลายเป็นสมองและปากให้มันเมื่อเจอกับอาจารย์ไปโดยปริยาย ถึงแม้ผมกับไอพุทจะต่างกันในเรื่องของความถนัด แต่สิ่งที่เดียวที่เป็นเหมือนกันก็คือ เราสองคนต่างเป็นกำลัง และสมองของกันและกัน โดยที่ไม่เคยมีใครต้องเอ่ยปากขอ...
 
...และแล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อวันหนึ่งขณะที่ไอพุทขับรถมอเตอร์ไซด์ของมันอยู่เกิดประสบอุบัติเหตุ โดนรถบรรทุกทับตายคาที่ คุณครู "อารีย์" ครูประจำชั้นของห้องผมประกาศถึงการตายของไอพุทซึ่งเป็นศิษย์ที่ครูอารมณ์ดูจะไม่ถูกชะตาด้วยที่สุดกระมังต่อหน้าห้อง ด้วยมาดของครู "อารมณ์"  ครูเล่าเหตุการณ์ให้พวกเราฟังว่าไอพุทจากเราไปได้อย่างไรอย่างละเอียดเสมือนอยู่ในเหตุการณ์จิง ในขณะที่ผมนั่งฟังเหตุการณ์จากครูอารมณ์ไปเรื่อยๆพร้อมสมองที่เริ่มเบลอๆไปกับการจากไปของไอพุททุกที ผมก็มาสะดุดกับคำพูดของครูอารมณ์จนได้ คำพูดของครูอารมณ์ที่ลอยมาตามสายลมผ่านเข้าห้วงอารมณ์ของผมได้ใจความว่า "ขอให้นักเรียนทุกคนจงจำไว้ หากเราทุกคนทำตัวเหมือนนายพุท เมื่อตายไปก็จะตายอย่างคนไร้ค่าอย่างนายพุท จำไว้" ห้วงอารมณ์แห่งความเบลอของผมเปลี่ยนเป็นความฉุนกึกขึ้นในทันที ผมพยายามควบคุมอารมณ์ฉุนของตัวเองเอาไว้ แต่สุดท้ายเด็กน้อยเช่นผมก็ไม่สามารถเอาชนะอารมณ์ของตนเองได้ ประกาศกร้าวแย้งครูไปว่า "ถึงแม้การจากไปของนายพุทจะไร้ค่ากสำหรับคุณครู แต่ขอให้ครูจำไว้ว่ามันมีค่าสำหรับผมมากๆ นายพุททำให้พบคิดอะไรได้หลายต่อหลายเรื่องนัก ที่ครูก็ไม่สามารถให้กับผมได้ การจากไปอย่างไร้ค่าอย่างที่ครูมองนั้นมันไม่ไร้ค่าสำหรับคนอย่างผมแน่นอน" เมื่อได้ประกาศกร้าวต่อคุณครูไปนั้น ผมก็ยากที่กลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป ผมขอตัวออกจากห้องพร้อมกับก้าวเดินออกไปด้วยน้ำตาของลูกผู้ชาย....
 
...มันถูกแล้วหรือกับการตัดสินค่ากับการจากไปของคนๆหนึ่ง มันยุติธรรมแล้วหรือที่เห็นการตายของคนเช่นหมาข้างถนนั้นเป็นการจากไปที่ไม่ค่าอันใดเลย...
 
...จบ...
 
...ผมเชื่อว่าไม่ว่าสาสน์อันใดที่ลอยมาตามห้วงเวลา ทุกสาสน์นั้นย่อมมีค่าในตัวของมันเองเสมอ อย่าไปดูเมินมองว่าสาสน์ต่างๆไร้ค่าเลยคุณๆ...
 
ปล. ช่วงนี้ผมไม่ค่อยสบาย แต่มิวายยังจะเที่ยวเชียงใหม่พุ่งนี้แล้ว เปรี้ยวไหมคับพี่น้อง......
      สุขสันต์วันสงกรานต์นะครับทุกคน....ขอให้โชคดีอยู่ที่ทุกคน
March 27

Camp Again

"คนบางคนเกิดมาเพื่อคบกันแต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อเหมาะสมกัน ในขณะที่คนบางคนเกิดมาเพื่อเหมาะสมกันแต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อคบกัน"
ความรักมันก็ต้องมีอารมณ์และเหตุผลควบคู่กันไป คำว่าเหมาะสมกันตามหลักของเหตและผลเช่นนี้บางทีเราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคนสองคนนี้น่าจะคบกันเสมอไปมันดูขัดๆกับอารมณ์กระมัง ความรักมันก็งี้ล่ะ เข้าใจยากเสมอ
 
เปิดตัวมาก็พูดถึงเรื่องความรักซึ่งปกติแทบจะไม่เคยมีอยู่บนเสปซของผมอยู่แล้ว....... ผมไม่ใช่พ่อหนุ่มนักรัก ผมจึงไม่ค่อยจะพูดถึงความรัก....... ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยมีหัวใจ พูดถึงความรักทีไรแล้วมันจั๊กจี๋เสมอ...... แล้วที่ผมเปิดตัวด้วยเรื่องเกี่ยวกับความรัก ไม่ต้องสงสัยเลยนะว่าผมกำลังมีความรัก มันโคดจะอีกไกลเลย......
 
วันนี้ตั้งหัวข้อเรื่องว่า Camp Again นั่นก็เพราะว่าผมเพิ่งกลับมาจากค่ายนั่นเอง อยากจะเล่าให้ฟังเหลือเกินว่ามันเป็นเช่นไร แต่ที่เล่าไม่ได้ในตอนนี้ก็เพราะไม่รู้จะหาคำพูดคำอธิบายอย่างไรถึงจะอธิบายส่งที่ผ่านมาได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง มันอยากเกินคำบรรยายครับค่ายนี้
 
ค่ายนี้เป็นค่ายที่ 4 ที่มีโอกาสได้ไป ความรู้สึกที่พรั่งพรูยากที่จะบรรยายเช่นเดิม คงไม่อัพถึงรายละเอียดค่ายเช่นเดิมล่ะครับ แต่วันนี้อยากจะพูดถึงมุมมองของคนทำค่ายเช่นผมอีกครั้งนึงซักหน่อย อยากจะอัพเพราะกลัวว่าสักวันความรู้สึกนี้มันจะเลือนหายไปจากสารระบบความทรงจำของผม
 
ค่ายบางครั้งก็เหมือนกับสะพาน จุดมุ่งหมายปลายทางของ 2 ฟากฝั่งของสะพานนั้น จะเป็นตัวชี้วัดว่าสะพานมีคุณค่ามากเพียงใด หากจุดมุ่งหมายปลายทางพาพบให้เราเจอแต่สิ่งดีๆสิ่งที่เราต้องการจะเจอ พบกับความสุขล้น สะพานนั้นก็จะเปี่ยมไปด้วยคุณค่าที่ล้นเอ่อ คุณจะไม่มีวันลืมสะพานนั้นไปได้เลยทีเดียว แต่หากจุดมุ่งหมายปลายทางของสะพานนั้นพาพบให้เราเจอแต่ความโศกเศร้า พลัดพรากจากสิ่งที่เรารักและต้องการแล้วไซร้ สะพานเส้นนั้นก็ไม่ต้างอะไรกับสะพานที่ไร้ค่า ไม่น่าจดจำ หรืออยากจะลบมันออกไปจากสารระบบความคิดของเราเลยทีเดียว
 
เช่นเดียวกับค่าย ค่ายก็เป็นเหมือนดั่งสะพานสายหนึ่งที่จะพาเราไปพบพานกับปลายทางของตัวมัน บางคนกลับมาจากค่ายด้วยอารมณ์ปิติยินดี มีความสุข ก่อเกิดความรักความผูกพัน ค่ายนั้นก็จะมีคุณค่ามีความหายกับชีวิตของเค้าเหล่านั้น แต่หากเมื่อเราผ่านพบค่ายนั้นแล้วกลับพบพานแต่ความผิดหวังเศร้าหมอง มองไปทางใดก็เจอแต่ความทรงจำที่เลวร้าย ค่ายนั้นก็ไม่ต่างๆอะไรจากของไร้ค่า ไม่น่าข้าม ไม่น่ามอง
 
ค่ายเป็นสถานที่ที่น่าสงสารเฉกเช่นสะพาน เพราะสะพานนั้นเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการพบปะ และพลัดพราก ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งตลอดเวลา ไม่เคยมีใครอยู่บนสะพานได้ตลอดชีวิต ต่อให้เป็นขอทานก็ตาม เช่นเดียวกับค่าย ไม่เคยมีใครอยู่บนค่ายได้ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องออกจากค่าย คล้ายเดินลงสะพาน ความเศร้า ความปรีดี ก่อเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางอยู่บนสะพานมากมาย ความทรงจำทั้งหลายถูกก้าวข้ามเมื่ออยู่บนเส้นทางสายนี้ สะพานเส้นนี้
 
ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยได้ผ่านพบกับสะพานเส้นนี้ สะพานค่าย สะพานที่จะนำไปสู่จุดมุ่งหมายอะไรหลายๆอย่าง เวลาของการเดินทางบนสะพานของผมเริ่มเหลือน้อยนิดลงทุกที สัญลักษณ์แห่งการพบพาน และพลัดพรากถูกตีตราอยู่บนภาพเวลาแห่งความทรงจำของผมหลายต่อหลายภาพ สะพานค่ายที่พาดผ่านช่วงเวลาแห่งชีวิตของผมบัดนี้ยังคงชัดเจนอยู่ก็จริง แต่สะพานทุกสะพานบนโลกนี้มีโอกาสเลือนหายไปได้เช่นกัน สิ่งเดียวที่พอจะทำให้สะพานอยู่ข้างๆเราเสมอนั้นก็คงจะเป็นการจดจำสาสน์ต่างๆที่ผ่านเข้ามากับสะพาน 
 
ถึงแม้วันนึงผมจะค่อยๆก้าวลงมาจากสะพานแล้วก็ตาม แต่ความทรงจำของสะพานเส้นนี้ยังคงชัดเจนอยู่ในสมองของผมไปอีกนานแสนนาน "คนสร้างสะพาน สะพานเชื่อมต่อทางเดิน ทางเดินพาให้เราพบพานกับจุดมุ่งหมาย จุดมุ่งหมายสร้างคนให้สร้างสะพานอีกครั้ง" วัฎฐจักรหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามกาลเวลา เลือกจดจำ เลือกนึกถึง อยู่บนสะพานที่เราผ่านพบแต่ไม่ผูกพัน สักวันจะเกิดสะพานเป็นร้อยเป็นพันที่เชื่อมโยงสายใยความคิด ความรู้สึก พาดผ่านช่วงแห่งกาลเวลาแห่งชีวิต แล้วภาพสะพานทุกภาพก็จะยังหมุนเวียนอยู่ในสมองตามวัฎฐจักรของสะพานต่อไป สะพานถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่กับมันตลอดไป ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกายภาพตลอดไป แต่คุณสามารถสัมผัสมันได้ด้วยมโนภาพเสมอไป เมื่อนั้นสะพานก็จะอยู่กับเราตลอดไปตราบเท่าที่มโนภาพสามารถสัมผัสได้กับเส้นใยบางๆของสะพานก่อเกิดให้เกิดความอุ่นอยู่ในจิตใจ เมื่อนั้นต่อให้หลับตาลงครั้งใด กายภาพที่อยู่บนสะพานเราก็สัมผัสได้เรื่อยไปแน่นอน
 
เพ้อถึงค่ายมาพอ ก็รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในอารมณ์จริงๆ ไม่ใช่แค่ค่ายหรอกที่เป็นสะพาน หลายๆอย่างในชีวิตเราก็มีสะพานอีกมากมาย สำหรับผมแล้วผ่านพบไม่ผูกพันอาจจะเป็นแค่ทางออกที่ดีอย่างนึงของสะพานที่ผมได้พบเจอ มันจะพาให้สะพานแต่ละสะพานร้อยเรียงเป็นเส้นสะพานเส้นเดียวกัน และพาผมไปสู่จุดหมายปลายทางที่ยากจะคาดถึง ชีวิตผมคงต้องก้าวผ่านสะพานอีกมากมาย สุดท้ายปลายทางแห่งสะพาน ผมจะเฝ้ารอมันอย่างจริงจัง ขอบคุณทุกๆสะพานที่พาดผ่านเข้ามาจริงๆ ขอบคุณ
 
ปล. ขอบคุณทุกอย่างที่ผ่านพบกัน ณ ค่ายบัญชี ซัมเมอร์ 50 ที่อ่าวน้ำ และเตาถ่าน จังหวัดกระบี่ นะ ขอบคุณ
      แล้วกูจะเริ่มต้นด้วยเรื่องรักทำไม เมื่ออัพไปอัพมาลงท้ายที่ค่าย 555+ แปลกคนนะกู
January 28

สรรพสาสน์บนท้องถนน : (-Story of The Road-)

"ความรู้ คือ ความรู้ และ ความไม่รู้"
และแล้วเด็กหนุ่มจากมหาวิทยาลัยที่คิดว่าตนแน่ ก็ได้รับบทเรียนราคาแสนงามจากครูดอยที่อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากชายขี้เมาข้างถนนหนึ่งคน
ความรู้ คือ ความรู้ในสรรพสิ่งต่างๆรอบกายว่ามันคืออะไร สะท้อนตัวตนของมันเช่นไร
ความรู้ คือ ความรู้ตัวตนของตนว่าสิ่งนี้แลคือความไม่รู้ของตน
 
สวัสดี....หลังจากมีภาระกิจให้ทำมากมายหลังจากได้อัพเสปซสุดทีรักไปเมื่อคราวก่อน ทั้งสอบ ทั้งงาน ทั้งค่าย และแล้วมันก็ผ่านพ้นไป ผมก็ได้กลับมาอัพซะทีเว่ย เยี่ยมเลย!! หลังจากอัพเสปซคราวก่อนไปด้วยฟิวส์เครียดๆ วันนี้ก็จะขอมารีแล๊กซ์(ในสไตล์ของผม....)ซะหน่อย เชื่อว่าตอนนี้คงมีหลายคนคงเริ่มจินตนาการไม่ออกว่ารีแล๊กซ์ของผมเนี่ยหน้าตามันเป็นเช่นไร 555+ อ่านกันต่อไปเองเถิดครับ ***วันนี้บล็อกผมขอใช้ น.13 คือ ถ้าอายุต่ำกว่า 13 ขวบ ช่วยแนะนำมันทีเหอะคับ เพราะบล็อกนี้แม่งหยาบเหลือเกิน***
 
สำหรับหัวเรื่องวันนี้ "สรรพสาสน์บนท้องถนน(-Story of The Road-)" เป็นเรื่องที่ผมประสบพบเจอมาเมื่อเร็วๆนี้เอง แต่มันเป็นสิ่งที่ผมสังเกตมานานแสนนานแล้วล่ะ ตอนนี้คงถึงเวลาแก่การถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือซะที เหตุการณ์เหล่านี้ผมเชื่อว่าคุณๆคงเคยได้ประสบพบเจอกันมาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าพวกคุณจะมีใครคิดเห็นเช่นผมบ้างไหม แต่ก้อเอาเหอะ นานาจิตตัง จะเห็นแล้วไม่คิดห่าอะไรเลยมันก็สิทธิ์ของพวกคุณน่ะนะ..........เอาล่ะเชิญอ่าน
 
สรรพสาสน์บนท้องถนนเรื่องแรก เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา ณ วงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (บริเวณใกล้เคียงกับไอที่เยี่ยว 3 บาทที่ผมเคยเล่าให้พวกคุณฟังกันในบล็อกที่ผมเคยได้อัพไว้นานละ) วันนั้นขณะที่ผมกำลังรอรถกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนโอ๊คของผมนั้น ชายหญิงคู่แรกที่เค้ามารออยู่ก่อนก็เปิดประตูรถแท๊กซี่แล้วก้าวขึ้นรถอย่างว่องไว วันนั้นเป็นโชคดีของผมที่พอดีมีรถแท๊กซี่เข้ามาต่อรอรับรถผู้โดยสารพอดี ผมจึงไม่ต้องรอนาน
 
ก้าวแรกที่ผมก้าวขึ้นรถแท๊กซี่ คำแรกที่ผมได้ยินก็คือ "ไอเหี้ย ถ้ามึงจะไม่ส่งผู้โดยสารมึงจะมาจอดรถคนขึ้นมาทำไมวะ" ผมถึงกับอึ้งในคำสบถของเค้า ซึ่งตอนแรกนึกว่าเค้าด่าผมซะแล้ว พอได้ยินคำว่าไม่ส่งผู้โดยสาร ค่อยสำเนียกขึ้นมาหน่อยว่ากูไม่ใช่คนขับรถโดยสารแท๊กซี่นี่หว่า
 
ผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจอารมณ์ของคนขับแท๊กซี่คนนี้ดีพอสมควร เพราะผมเองก็เป็นคนนึงเช่นกันที่จะคิดเช่นนี้เมื่อเวลาเห็นคนขับรถแท๊กซี่ไม่รับไปส่งผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่สบถออกมาเสียงดังด้วยถ้อยคำเช่น "ไอห่า" หรือที่แรงๆกว่านั้นคือ "ไอค-ย" ด้วยเหตุอันใดก็ตามการที่คนขับรถแท๊กซี่ไม่รับไปส่งผู้โดยสาร ยกเว้นที่คนที่จะต้องเอารถส่งอู่แบบจิงๆจังๆ ไม่ใช่แค่ข้ออ้างเพื่อหาผู้โดยสารรายอื่นที่เลือกสถานที่ได้ถูกใจอารมณ์คนขับเท่านั้น
 
สีหน้าของผู้ที่โดนปฏิเสธสุดแสนจะผิดหวัง และจะต้องจำทนต่อไปว่าเมื่อไรจะมีใครไปส่งกูซะที พี่คนขับรถแท๊กซี่ที่ผมได้ขึ้นไปนั้น ได้เล่าอะไรต่อมิอะไรให้ผมอยู่หลายเรื่อง แต่มีบทสนทนานึงที่ทำให้รู้สึกสะกิดใจขึ้นมาจิงๆ นั่นคือก็ เค้าถามว่า "งานขับแท๊กซี่คืออะไร" เหตุใดจึงไม่มีความจริงใจให้งานที่ทำเลย หรือมึงไม่รักงานของมึง งานที่มึงจะต้องบริการผู้โดยสารอย่างดี มึงทำไม่ได้หรือ เมื่อมีคนจ้างมึง เอาเงินที่เป็นหม้อข้าวหม้อแกงประทังชีวิตมึงมาให้มึง มึงเสือกกลับเมิน รือมึงจะไม่รักงานนี้จิง?
 
หลายครั้งหลายคราวที่ผมพบเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป โลกนี้คงมีแต่ผู้คนสีหน้าสุดแสนจะผิดหวัง แล้วสรุปได้ไหมล่ะว่างานขับรถแท็กซี่คืออะไรกันแน่ ถึงวันนี้มันยังคงเป็นเครื่องหมายเควสชั่นมาร์คในสมองของอยู่เช่นเดิม (??) และแล้วสรรพสาสน์ก็ผ่านไปตามตัวเลขบนจอดิจิตอลที่เดินต่อไปเรื่อยๆ รวมไปถึงระยะทางของรถโดยสารที่ค่อยๆเคลื่อนล้อออกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั่นด้วย ยังไงก็ขอให้ผู้ประกอบอาชีพนี้ช่วยคิดแล้วตอบผมทีเถิด.... "คุณกำลังทำอะไรกันอยู่ ไอห่า"
 
สรรพสาสน์บนท้องถนนเรื่องที่สอง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อจากวันพฤหัสฯ นั่นก็คือวันศุกร์นั่นเอง แต่เปลี่ยนวิวจากบนรถแท๊กซี่เป็นรถเมล์แทน ก็เหมือนกับทุกทีที่ผมสังเกตว่าเมื่อก่อนช่างน้อยนิดนัก แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันนับวันจะทวีเพิ่มขึ้นอย่างมีสาระสำคัญซะแล้วนั่งเอง มันสุดจะอดจะทนที่จะไม่สบถว่า "ไอสัด มึงทำแบบนี้ได้ยังไงวะ??" มาอ่านกันต่อไปเถิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น..
 
บนรถเมลล์ในช่วงเวลาเร่งด่วนนี้ คงไม่ต่างอะไรจากปลากระป๋องอัดล้น คนแน่น รถติด หงุดหงิดในอารมณ์ ผมได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่เร่งด่วนยันจบการเร่งด่วน วันนั้นผมขึ้นรถเมล์ มันเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะเร่งด่วนอย่างยิ่ง คนแน่นเต็มรถ รถสุดจะติด และอาจจะเริ่มหงุดหิดในอารมณ์เล็กน้อย ผมยืนไปตลอดทางจนกระทั่งถึงสะพานพุทธ ความเร่งด่วนเริ่มหายไปจากท้องถนน คนเบาบางขึ้นบนรถเมลล์เบาบางขนาดที่พอมีที่เหลือให้ผมได้นั่งอยากสบาย แต่แล้วความแน่นเริ่มก่อกลิ่นอายอีกครั้งเมื่อเริ่มมีผู้คนก้าวขึ้นรถเมลล์มากขึ้นในป้ายต่อๆไป
 
ในหมู่ที่ก้าวขึ้นมานั้น เป็นชายฉกรรจ์ท่าทางจะแข็งแรงกว่าไอคนลงพุงเช่นผมยิ่งนัก 2 คน และประกอบด้วยผู้หญิงตัวเล็กดูผอมแห้งแรงน้อยกว่าชายฉกรรจ์ 2 คนแรกมากๆ ที่นั่งเหลือที่เดียว เกิดความสุภาพบุรุษที่ไม่น่ามีในตัวชายฉกรรจ์ทั้ง 2 ได้ ชายฉกรรจ์1 ตรงเข้าที่นั่งทันที ส่วนชายฉกรรจ์2 ก็ยืนเฉย เออ...ลืมเอ่ยถึง ชายฉกรรจ์3 อีกคนเป็นชายฉกรรจ์ที่นั่งข้างผม ซึ่งนั่งอยู่ด้านนอก ส่วนผมนั่งติดหน้าต่างอยู่
 
หญิงสาวหน้าตาดูอิดโรย เธอคงเหนื่อยแท้ จะมีสวรรค์ชั้นใดโปรดให้เธอหายอิดโรยได้บ้างเล่า ชายฉกรรจ์1 และ 2 คาดว่าเป็นเพื่อนที่สุดจะซี้กัน คงทำบุญทำกรรมร่วมกันมาเยอะ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสิ่งหลังมากกว่า เพราะเห็นจากการกระทำวันนั้นสิ่งหลังคงเหมาะกว่ามาก ทั้ง 2 พูดคุยกันอย่างสนุกสนานไม่สนใจใครรอบข้าง ผมได้แต่ลุ้นว่าสวรรค์จากชายฉกรรจ์3 คงจะบังเกิดแก่หญิงสาวผู้อิดโรยผู่นั้น
 
1 ป้าย 2 ป้าย 3 ป้าย "ไร้สวรรค์" ความอดทนของผมถึงขีดกำจัด ผมจึงคิดอวดอ้างสร้างสรรค์แด่หญิงสาวผู้อิดโรยนั้นด้วยตนเอง ผมตัดสินใจลุกขึ้นทำท่าจะลงทันที ทั้งที่ป้ายต่อไปไม่ใช่ป้ายบ้านผมแม้แต่น้อย ผมได้แต่หวังว่าสวรรค์เล็กๆที่ผมอวดอ้างขึ้นนี้จะช่วยบรรเทาความอิดโรยจากเธอได้ ผมลุกเดินออกไป เผยสวรรค์ไว้เบื้องหลังแก่หญิงสาว เมื่อผมก้าวออกจากที่ๆได้สร้างสวรรค์ไม่พ้น 5 ก้าว ผมหันกลับไป สวรรค์ของผมพังทลายลงทันที เมื่อไอ้ชายฉกรรจ์2 มันอวดอ้างว่าสวรรค์นั้นเป็นของมันแทน หญิงสาวยังอิดโรยต่อไป ผมมองหน้าไอชายฉกรรจ์2 ด้วยสายตาหยามสุดๆ 1 ที มันสบตาผมได้ไม่ถึงเสี้ยววินาที มันก็หันกลับทันที สายตาจับจ้องที่หญิงสาวอิดโรยเทอยังคงอิดโรยต่อไป โอ้...สวรรค์อันที่ผมได้อวดอ้างจะสร้าง บัดนี้พังทลายชั่วพริบตา
 
ลงจากรถด้วยความรู้สึกสบถ "ไอสัด มึงทำแบบนี้ได้ยังไงวะ??"
 
แล้วสรรพสาสน์บนท้องถนนของผมก็จบลง..........พร้อมกับความง่วงที่ขณะอัพสุดทรมาน พออัพเส็ดหายเป็นปลิดทิ้ง แล้วกูจะได้นอนมั้ยเนี่ย........
 
บางทีบางเวลาสรรพสิ่งที่ผ่านพ้นเข้ามาก็จะนำสรรพสาสน์เข้ามาให้เราได้ขบคิดตลอดเวลา หากคุณไม่คิดที่จะละเลยสรรพสิ่งนั้น จะรับเข้ามาเช่นไรก็อยู่ที่ตัวคุณเอง เลือกรับเลือกตีความเอง..........บางทีมันทำให้เราเห็นแง่มุมอะไรต่างๆออกไป โดยเฉพาะสรรพสาสน์เรื่องที่ 2 ของผม ผมเคยเจอทั้งสรรพสาสน์บนท้องถนนที่ทำให้ผมลืมฝันร้ายได้ แต่บางสรรพสาสน์บนท้องถนนมันก็ทำลายสวรรค์ของผมได้เช่นกัน ..........ซึมซับมันให้มากหน่อยเถิด........อย่าปล่อยเวลาให้เลยผ่านไปเลยคุณๆ......
 
ขอบคุณที่ติดตาม....
 
ปล. วันนี้วันเกิดแม่ผม สุขสันต์วันเกิดครับแม่ หวังว่าคงเซอร์ไพส์กับการสุขสันต์วันเกิดแก่คุณแม่ในวันนี้มากพอควรนะครับ อิอิ
      อยากตัดขาดเทคโนโลยีอีกแล้วล่ะครับ
      ไปแล้วสวัสดี....
January 12

Study - Exam - Lives in university!! That's right??

" คนเราขาดอาหารหรือน้ำคงจะตายภายในเวลาไม่กี่วัน ขาดอากาศคงจะตายภายในเวลาไม่กี่นาที แต่ถ้าหากความเป็นตัวของตัวเองแล้วนั้น นั่นแสดงว่าชีวิตของคุณได้ตายไปแล้ว "
ไม่รู้ว่าในโลกทุกวันนี้มีศพกี่ศพกันที่เดินเพ่นพ่านไปมาอย่างขวักไขว่ .......... ดูเหมือนบางทีผมอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นแบบกลายๆด้วยซ้ำไป!!
 
สวัสดีปีใหม่....ขอย้อนหลังนิดนึงนะ ผ่านปีใหม่มาไม่กี่วันเท่านั้น ทำไมรู้สึกเหมือนว่ามันผ่านห้วงเวลาที่ยาวนานมากในชีวิตจิงๆ เหตุการณ์ต่างๆนานาเกิดขึ้นมากมาย ทั้งชีวิตส่วนตัวที่เจอคลื่นถาโถมอีกหนึ่งระลอกผ่านเข้ามาให้คิดอย่างมากมาย รวมไปทั้งเหตุการณ์บ้านเมืองที่ไม่มีทีท่าว่าจะสงบได้ในเร็ววัน หลายคนถึงกับเบื่อและเบือนหน้าหนีกับสภาพบ้านเมืองที่วุ่นวาย โดยมักจะให้เหตุผลว่า กูมันก็แค่ฝุ่นละลองเล็กๆเม็ดหนึ่งที่เกาะอยู่บนแผ่นที่โลกในส่วนที่เรียกว่ารัฐไทย กูไม่อยากคิดไม่อยากทำไม่มีอารมณ์สร้างสรรค์จินตนาการใดๆทั้งสิ้น อย่าเพิ่งคิดอะไรให้หมดอะไรตายอยากเลยดีกว่าคับ ...... เพราะจิงๆแล้วเราเป็นตั้งฝุ่นละลองเล็กๆหนึ่งเม็ดที่เกาะอยู่บนรัฐไทย ยังมีอะไรที่เราสามารถทำได้อีกเยอะ นอกจากมานั่งหมดอะไรตายอยากกับชีวิต.... อย่าไปเอาเรื่องความตรึงเครียดของสถานการณ์บ้านเมืองมาทำให้ชีวิตคุณเครียดตรึงให้มากเกินไปเลยดีกว่า... ถ้าจะกล่าวให้สร้างสรรค์หน่อย ผมว่าเรามาร่วมกันเป็นฝุ่นเม็ดนึงที่คอยช่วยเหลือสอดส่อง ดูแลสถานการณ์ต่างๆให้รัฐนี้มันไม่ย่ำแย่ไปกว่าเดิมดีกว่าดีไหมคับ......
 
ครับหลังจากไม่ได้อัพมานานนะ วันนี้ก็ได้อัพซะที เนื่องจากการอัพครั้งนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะมีมุมเครียดเยอะมากๆในเสปซครั้งนี้ หากคุณคนใดไม่พร้อมที่จะเอาเรื่องเครียดเข้าสมองตอนนี้ก็ตัดสินที่จะปิดไปไม่ต้องอ่านก่อนก็ได้ ผมไม่ห้ามกัน บล็อกนี้จะเป็นบล็อกแห่งความเครียดอย่างแท้จริง เพราะว่ามันถูกกลั่นกรองมาจากสมองผมในโหมดเครียดๆเล็กน้อย แต่ความมีอรรตถรส อ่านแล้วก็ลองคิดตามดูละกัน สักเศษเสี้ยววินาทีอันมีค่าของพวกคุณก็ยังดี.... เอาล่ะกูจะได้เริ่มละเลงซะที
 
หัวข้อเรื่องวันนี้ Study - Exam - Lives in university!! That's right?? ไม่รู้มีใครงงไหม?? ผมก็แค่จะพูดถึงเกี่ยวกับ การเรียน - การสอบ - การใช้ชีวิตในมหาลัยของผมเท่านั้นแหละ มันเป็นสิ่งที่ผมเริ่มพิจารณามันจิงๆจังๆมานานพอสมควรแล้วหลังจากที่ผมก็เติบโตขึ้นกับสังคมมหาลัยพอสมควร และผมคิดว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่จะพิจารณา ทบทวนถึงเรื่องพวกนี้ซักที อย่าลืมนี้เป็นความคิดเห็นของผมล้วนๆ อย่าอินมากนี่ไม่ใช่ตัวคุณทั้งหมดหรอก
 
Study = เรียน เออรู้แล้วจะแปลทำไม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าผมจะแปลว่าอะไรหรอก เพียงแค่อยากจะพูดถึงมันในแง่มุมของผมซักหน่อย (อย่าลืม....นี่เป็นความคิดของผม ไม่เหมือนคุณก้อไม่แปลก เหมือนคุณซิคงแปลก) ผมร่ำเรียนวิชาการต่างๆภายในรั้วมหาวิทยาลัยมาเป็นเวลาเกือบจะ 3 ปีอยู่แล้ว ผมยังไม่เคยรู้สึกว่าตนเองมีความสุขกับการเรียนมากเท่าไรเลย หลายต่อหลายครั้งที่ผมพยายามตั้งใจเรียนแต่ก็ต้องติดกับอุปสรรคที่คงอาจจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนอื่นดูเหมือนจะเป็นข้ออ้างของคนเช่นผมมากกว่า เรียนอย่างไรให้ผมมีความสุข หลายต่อหลายครั้งผมพยายามโทษเนื้อหาที่มันไม่จูงใจผมเลยสักนิด หลายต่อหลายครั้งผมพยายามโทษครูบาอาจารย์ที่สั่งสอนผม (ซึ่งบางคนผมรู้สึกว่า แม่งเกิดมาเพื่อรับเงินเดือน มากกว่าจะมาสอนหนังสือผมมากกว่า ..... อย่าลืมนะ นี่แค่ความคิดเห็นของผม จะวิจารณ์อะไรในบล็อกนี้มันเป็นสิทธิ์ของผมอยู่แล้ว ก็ผมบอกคุณไว้ตั้งแต่แรกแล้วนี่ นี่เป็นบล็อกที่เป็นกรอบเสี้ยวหนึ่งในความคิดในอารมณ์เครียดๆของผม) โดยเฉพาะในเทอมที่ผมกำลังศึกษาอยู่เทอมนี้ ผมไร้ซึ่งความสุขในการร่ำเรียนยิ่งนัก ความรู้สึกของสมองที่ถูกกดให้ย่ำอยู่กับที่ทวีความรุนแรงในสมองผมขึ้นทุกที
 
ถึงตรงนี้พวกคุณยังไม่ต้องตกใจ อย่าเพิ่งมองว่าผมเป็นคนอมทุกข์ไร้สุขขนาดนั้น เพราะการไร้ซึ่งความสุขของผมจากการเรียนที่กล่าวถึงครั้งนี้ นั่นเป็นผลพวงจากการที่เรียนที่ผมขอใช้คำเรียกว่าการเรียนในระบบ(กะลาครอบ) การเรียนในระบบนี้ไม่เคยสร้างความสุขให้กับผมได้เลยสักครั้ง แต่ใช่ว่าการเรียนในรั้วมหาลัยของผมจะไร้ซึ่งความสุขเลยซะทีเดียว เพราะยังมีการเรียนอยู่แบบหนึ่งที่สร้างความสุขให้กับผมยิ่งนัก นั่นคือการเรียนที่ผมขอเรียกว่าการเรียนนอกระบบ(สู่โลกกว้าง) การเรียนที่มีความสุขของผมครั้งนี้มันคือการเรียนรู้ การเป็นอยู่ การหาความคิดในแง่มุมอื่นกับวิชาที่ผมเรียนในระบบ โดยอาศัยวิชาความรู้นอกระบบเข้าชดเชย โดยเฉพาะสิ่งที่ผมนิยมชมชอบมากที่สุด คือการหาหนังสือเล่มอื่นๆอ่าน หรือการได้เข้าฟังวิชาอื่นซึ่งบางวิชาผมก็ได้เจอผู้สอนที่สอนหนังสือแบบนอกระบบ หรือการเข้าฟังบางวิชาที่ผมไม่จำเป็นต้องเข้าฟังในฐานะคนในระบบเลย หรือการได้อ่านตำราจากวงสนทนาย่อยๆหลังจากที่เราเรียนในระบบเส็ด หรือไม่ก็เกิดจากการหลบหนีจากการเรียนในระบบออกมาเพื่อพบปะกับการเรียนนอกระบบของผมแทน
 
ตอนนี้ผมยังไม่สามารถชั่งใจได้ว่าสรุปแล้วการเรียนในรั้วมหาลัยของผมนั้นมีความสุขหรือทุกข์มากกว่ากันแน่นัก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำหรับผมเท่าไรหรอก เพราะมันก็คือผมยังต้องเรียนอยู่นั่นแหละ
 
Exam = สอบ เออกูก้อรู้อีกแหละว่าแปลว่าอะไร จะแปลอีกหาหอกทำไม นี่คืออีกหนึ่งกิจกกรมที่ทำให้ชีวิตผมแห้งเหี่ยวเป็นอย่างยิ่ง หลายต่อครั้งที่มันเข้ามาสูบเลือดสูบเนื้อผม และสิ่งที่มันสูบไปมากที่สุดสำหรับผมก็คือ เวลา ที่สุดแสนจะมีค่าของผม การนั่งจมกับกองตัวหนังสือเป็นกระตั้งนั้น ผิวเผินคงจะเป็นวิสัยของคนในมหาลัยซึ่งผมขอเรียกว่าคนในมหาลัยในระบบอีกเช่นกัน ที่จะต้องทำการเช่นนั้นอยู่แล้ว การสอบสำหรับคนในมหาลัยในระบบเป็นการสอบที่ทำให้ผมรู้สึกอยู่กับที่แบบสุดๆ เวลาแทบจะหยุดเดิน ทั้งที่มีมันไม่ได้หยุดเลยแม้แต่น้อย มันช่างเป็นตัวที่บดบังโลกทัศน์ของผมยิ่งนัก ซึ่งส่งผลไปยังการเรียนนอกระบบที่ผมรักนักรักหนาอีกต่างหาก ทำให้ผมไม่สามารถเรียนนอกระบบได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการสอบนอกระบบของผมนั้นไม่เคยจะกระทบการเรียนในระบบของผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ผมรักที่จะสอบนอกระบบแบบสุดๆ ไม่ใช่การสอบเพื่อเอาชนะ หากเป็นการสอบเพื่อการก้าวข้ามต่างหาก
 
สุดท้ายคือ Lives การใช้ชีวิต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมจะเน้นสุดๆในบล็อกนี้ อย่าลืม นี่ความคิดของผมเอง อย่าเพิ่งอินแล้วรีบทึกทักว่าเป็นคุณล่ะเข้าใจมั้ย มุมมองในแง่การใช้ชีวิตที่สำคัญที่สุดของผม คงต้องบอกว่ายังไม่กว้างขวางมากนัก แต่ผมเชื่อว่าผมพอจะสื่อให้พวกคุณฟังได้แน่นอน (แต่ทั้งหมดนี่เป็นแง่มุมความคิดอย่างนักเรียนนอกระบบเช่นผมเท่านั้นนะ) เอาล่ะเข้าเรื่องดีกว่า การใช้ชีวิต ไม่รู้มีใครเคยคิดเหมือนผมบ้างไหม ว่าการใช้ชีวิตในมหาลัยนี้ช่างย่ำแย่เหลือเกิน โดยเฉพาะกับการใช้ชีวิตของคนในระบบมันช่างแย่เสียจริง บางครั้งมันทำให้คนนอกระบบเช่นผมถึงกับจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปหลายต่อหลายครั้ง กว่าจะพยุงตัวกลับมาได้แต่ละทีก็มักจะสบักสบอมมากโขแล้ว ผมคิดว่าการใช้ชีวิตแบบเด็กมหาลัยในระบบนี้ช่างไร้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเองยิ่งนัก ไม่ว่าระบบจะจูงไปทางไหน คนในระบบไปด้วยกันหมด หากเด็กนอกระบบคิดดื้อด้านต่อต้านก็จะเป็นตัวประหลาดในสายตาของคนในระบบเช่นนี้ บ้างว่าตู้ บ้างว่าเครียด บ้างว่าเทพ ......... ผมเชื่อว่าสมัยนี้เราถูกชักจูงจนขาดเป็นตัวของตัวเองไปจนหมดแล้ว ผมไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่นเป็นผลดีกับเค้าเหล่านั้นแค่ไหน แต่มันไม่ใช่ผลดีกับผมแน่นอน
 
ผมเปรียบเสมือนศพที่เดินไปไหนมาไหนได้..........ผมเริ่มเป็นที่หาความเป็นตัวตนของตนเองไม่เจอ ไม่รู้จะนอกหรือในระบบ หรือจะกึ่งๆดี หรือจะไม่เอาแม่งสักอย่างเลยดี แล้วผมจะหาความสุขในรั้วมหาลัยได้อย่างไรกัน?? การเรียน-การสอบ-การใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยของผม!! นั่นถูกแล้วหรือ??
 
ปล. โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน
      ถ้าอ่านแล้วงงๆไม่ต้องตกใจ เพราะผมง่วงจนเขียนแทบจะไม่รู้เรื่องแล้ว
      เสปซควรจะเป็นเครื่องมือที่สร้างความสุขให้แก่ผู้คนได้ในระดับหนึ่ง กรุณาอย่าใช้เป็นเครื่องมือในการบั่นทอนใครหลายๆคน เพียงเพื่อจะบั่นทอนใครบางคนทางอ้อมเลย ไม่งดงามหรอกนะ
      ขอโทษทีสำหรับบางคนที่อาจจะเพิ่งได้อ่านเสปซผม โดยเฉพาะบทความนี้ นี่เป็นอีกตัวตนหนึ่งของผม ผมเป็นของผมอย่างนี้มานานแล้วคับไม่ต้องตกใจ
      บางทีการเลือกระหว่างงาน กับ เรื่องส่วนตัว มันก็เลือกยากนะ แต่ผมมีจุดยืนเพื่อสังคมของผมอยู่แล้ว แต่ใช่ว่าผมจะละเลยเรื่องส่วนตัวนะ อยากให้คุณเข้าใจไว้ด้วย บางครั้งมันก็ต้อง Trade off กันล่ะ
      ศุกร์ - จันทร์ นี้ผมจะออกเดินทางไป survey ค่ายที่กระบี่แล้ว หวังว่าคงได้กลับมาเจอกัน
      สุดท้ายนี้ผมพยายามจะทำให้เสปซผมไม่ได้พาดพิงถึงใครในทางแย่ๆมากนัก ถึงแม้จะตรงๆหรืออ้อมๆก็ตาม.... เพราะนั่นก็คือสิ่งที่ผมไม่อยากเจอเช่นกัน หวังว่าคุณคงเข้าใจ!!
December 02

ห้วงเวลาแห่งการเดินทาง.. (The Time of Travel : TTT. )

" หากเราเห็นสิ่งที่เราทำว่าดี  ถึงแม้จะไม่มีใครเห็นด้วยเลยก็ตาม  เราก็ยังมีตัวเองเป็นเพื่อน  แต่ถ้าเราเห็นว่าสิ่งที่เราทำมันน่ารังเกียจ  ต่อให้คนทั้งโลกยกย่องชื่นชมมันสักเพียงใดก็ตาม  เราก็ไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว "
จงทำในสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันดีที่สุด และเรารักมันที่สุดเถอะครับ อย่างน้อยคุณก็ยังมีตัวคุณเป็นเพื่อนยามที่ใครไม่เหลียวแลคุณอย่างแน่นอน หากคุณทำไปเพราะอยากตามใจใคร คุณต้องอยู่อย่างเหงาๆ ไร้เพื่อนที่แท้จริงตลอดไปแน่นอน
 
ว้าววว.............. 3 เดือนแล้วที่ผมไม่ได้มาอัพเสปซของผมเลย มันยุ่งมากเสียจนผมไม่มีเวลาพอจะมาอัพเลยล่ะ กอปรความขี้เกียจ และไร้ซึ่งอารมณ์ที่อยากจะอัพเสปซยิ่งนัก จึงมิใช่เรื่องแปลกที่เสปซนี้จะร้างจนฝุ่นเกาะเฉกเช่นตอนนี้ ถามว่าตอนนี้ผมมีอารมณ์อยากจะอัพมากแค่ไหน ก้อคงต้องขอบอกตรงๆเลยว่า แม่งโคดจะไม่มีอารมณ์เลยล่ะครับ สันดานเดิมของนิ้วมือทั้งเริ่มสำแดงออกมา ความขี้เกียจจิ้มได้ไม่กี่ตัวก้อเริ่มไม่อยากจะจิ้มต่อไปก็บังเกิดขึ้นมา ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ตอนนี้ผมค่อนข้างจะกระท่อนกระแท่นกับการอัพเสปซนี้มากๆ เสปซนี้คงจะเป็นเสปซที่ผมอยากจะว่าด้วยเรื่อง "ค่าย" เป็นหลัก แต่พวกคุณที่ได้อ่านคงต้องอดทนกับเสปซนี้สักหน่อย ไม่ต้องห่วงนั่นไม่ใช่ประเด็นความยาว เพราะคุณคงได้เจอกับมันอีกแล้ว เพียงแต่คราวนี้คุณคงจะต้องซวยขึ้นมาอีกหน่อย เพราะตอนนี้ผมอยู่ในสภาพ "เปลือยเปล่าทางความคิด" โดยสิ้นเชิง ไม่ได้หมายความว่าในหัวผมมีเรื่องลามกอยู่นะ เพียงแต่ตอนนี้ผมออกจะจิตหลุดๆไปหน่อยนึงก็เท่านั้นเอง
 
อยากจะว่าด้วยเรื่องค่าย บอกตรงๆให้ผมเล่าคราวนี้ 10 บล็อคก็คงไม่มีทางจบ พาลคุณจะหาเรื่องกร่นด่าผมได้อีกว่าเมิงเล่นมุกเดิมนี่หว่า แม่งค่ายเดียวล่อไป 8 บล็อค ผมจึงไม่ขอลงไปในรายละเอียดมากนัก แต่จะขอแพร่มในเรื่องของสิ่งใหม่ๆที่ผมได้รับกลับมาดีกว่า

ด้วยค่ายคราวนี้หาได้ใช่ค่ายก่อนไม่ (เออ..ก็น่าจะรู้อยู่แล้ว จะแพร่มให้ยาวทำไม นี่แหละสภาวะ จิตหลุด) สำหรับค่ายคราวนี้นับว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตอีกครั้งนึง ที่ผมได้ทำค่ายให้ชาวบ้านเค้าได้ไปกันบ้าง หลังจากที่ผมได้แต่ไปค่ายชาวบ้านเค้ามาตลอด จากที่เคยไปค่ายอย่างไม่ต้องคิดอะไร ก็กลับเป็นมีอะไรให้คิดมากขึ้น การทำค่ายมันไม่ง่ายเลยเถอะให้ตายสิกับคำว่า "ประธานค่าย" ที่มันค้ำคอผมอยู่ บางครั้งมันก็สร้างสภาวะกดดันให้กับตัวผมจนมีอยู่หลายครั้งที่ผมอยากจะอยู่แต่ในสภาพ "เปลือยเปล่าทางความคิด" แต่มันคงจะไม่มีอะไรดีขึ้น รั้งแต่จะทำให้สมองผมเปล่าเปลือยไปเพราะไม่คิดอะไรแม่งเลยสักอย่างมากกว่า
 
เวลา 2 อาทิตย์สำหรับชีวิตของผมในหมู่บ้านแม่แอบใน ช่างเหมือนกับว่าผมอยู่บนแดนสวรรค์ (สำหรับผมคนเดียวกระมัง) จิงๆ การที่ไร้ซึ่งความเจริญ ไร้ซึ่งการติดต่อ(ด้วยเทคโนโลยี) ไร้ซึ่งการมองข้ามสรรพสาสน์รอบกาย ไร้ซึ่งการเพิกเฉยต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกชดเชยด้วยความเต็มเปี่ยมของ "น้ำใจ" , "การเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี มากกว่าถูกควบคุมโดยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง" และที่สำคัญ "สรรพสาสน์รอบกายที่เวียนวาย ผ่านพบเราไปตามกาล" อย่างน้อยการไปค่ายครั้งนี้มันก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า "ถึงแม้การคิดถึงใครคนนึงมันจนจับหัวใจ มีความรู้สึกที่พรั่งพรูมากมายแค่ไหน แต่จะไร้ซึ่งความหมายเลยหากห้วงเวลาแห่งการพบพานกันนั้นไร้ซึ่งความหมาย ความลึกซึ้ง ความดาดดื่น ความเข้าถึงหัวใจอันเป็นแก่นแท้ของธรรมชาติของมนุษย์โดยสิ้นเชิง" และนี่ก็เป็นสาเหตุอีกอย่างนึงว่าทำไม การที่ผมลงมาจากค่ายแล้ว ผมจึงคงต้องตัดขาดเทคโนโลยีต่อไปถึง 2 อาทิตย์เต็มๆ นี่คงเป็นการเสพติดของแดนสวรรค์กระมัง
 
สำหรับค่ายครั้งนี้มันก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยตามเจตนารมณ์ที่มันควรจะเป็นไปได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องขอขอบคุณทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง ทุกๆช่วงเวลาที่ผ่านพ้น ทุกๆสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นระหว่างทาง และทุกๆเหตุการณืที่มันเป็นไป ผมเชื่อว่าคงยังมีคนอีกหลายๆคนทีเดียวที่ยังไม่รู้จักกับคำว่าค่ายเป็นอย่างไร และมีความคิดหรืออุดมการณ์ใดๆบางอย่างที่ก่อให้เกิดความอยากจะไปค่าย กรุณาอย่าถามผมอีกมากไปกว่านี้เลยว่าไปค่ายแล้วเป็นไงบ้าง ผมคงได้แต่ตีหน้าแบ้วแล้วตอบคุณได้อย่างเดียวว่า "เยี่ยมว่ะ" ผมว่าทางที่ดีคุณลองไปสัมผัสดูด้วยตัวคุณเองดีกว่า แล้วคุณจะรู้ดีกว่าผมแน่นอน! 
 
สำหรับสิ่งสุดท้ายจากการไปค่ายกลับมาครั้งนี้ หากมีคนถามผมว่าการไปค่ายควรจะเอาอะไรติดไปด้วยมากที่สุด ผมจะให้คำตอบเค้าอย่างทันทีว่า "คุณจงเอา 'เพื่อนผู้ร่วมทาง' เฉกเช่นที่ผมได้ประสบพบเจอมาจากค่ายๆนี้ไปด้วยเถิด แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว"   นี่ไม่ใช่การพูดยกยอใครใดๆ  แต่การเอ่ยคำขอบคุณแบบนี้คงจะเป็นการเอ่ยคำขอบคุณที่จะสามารถออกมาจากใจที่อยู่ในส่วนลึกๆ ตีบและตันเนื่องจากไม่อยากให้มันหลุดลอยออกไปได้อย่างกินใจมากที่สุดเท่าที่ผมพอจะทำได้   ขอบคุณจิงๆสำหรับสรรพสิ่งที่ผมได้พบประสบระหว่างทางโดยเฉพาะสรรพสิ่งที่เรียกว่า 'เพื่อนผู้ร่วมทาง' ขอบคุณพวกคุณมากจิงๆ

ง่วงนอนสรัดๆแล้ว....สภาวะเปลือยเปล่าทางความคิด ค่อยๆผ่อนคลายทิ้งไว้แต่เพียงจิตที่อ่อนล้า แต่ไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย ให้ได้รอการพักผ่อนฟื้นฟูอยู่  ผมคงต้องขอลา โชคดี
 
ปล. มีแต่ไม่อยากพิมพ์แล้วโว้ย.........
 
Photo 1 of 23